เมื่อธุรกิจ “เป็นมิตรต่อเด็ก” ไปไม่รอด… - Business X Marketing

เมื่อธุรกิจ “เป็นมิตรต่อเด็ก” ไปไม่รอด…

คุณผู้อ่านเคยประสบปัญหาติดงาน หรือติดภาระเร่งด่วน จนไม่มีเวลาที่จะไปส่งลูกเรียนไหม???

หรือว่าทางออกจะเป็นการให้ลูกนั่งรถกับคนแปลกหน้า ที่เราแทบจะไม่รู้จักกันเลย???

 

นี่คือเหตุผลหลักที่ Shuddle บริษัทที่ก่อกำเนิดขึ้นมาเพื่อดูแลบริการเด็กๆ ที่ต้องไปเรียนตามปกติที่โรงเรียน หรือเรียนพิเศษหลังเลิกเรียน รวมทั้งไปสถานที่ต่างๆ ที่พ่อแม่ไม่สามารถไปดูแลด้วยตัวเองได้ จากความคิดดังกล่าว จึงมีการก่อตั้งบริษัทนี้ขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ เมื่อฟังดูแล้วเหมือนจะเป็นความคิดที่ดี และมีความเป็นไปได้ทางธุรกิจใช่ไหม???

 

แต่ความเป็นจริงก็คือ บริษัทนี้จำเป็นต้องปิดตัว หลังจากเปิดให้บริการได้เพียง 2 ปีเท่านั้นเอง!!!

 

เกิดอะไรขึ้น???

 

ทำไมธุรกิจที่มีแนวโน้มจะสร้างสังคมให้ปลอดภัยและมีความเป็นไปได้ทางธุรกิจ ถึงล้มละลายไป???

 

วันนี้ทีมงาน MBA จะเล่าให้ฟังครับ

 

เมื่อความปลอดภัยของเด็กๆ กลายมาเป็นโมเดลธุรกิจ

 

Shuddle นั้นเป็นบริการรับ-ส่งทั่วไป เหมือน Grab ในสมัยนี้ แต่ต่างกันตรงที่ Shuddle นั้นเป็นบริการสำหรับเด็กๆ เท่านั้น Nick Allen ผู้ก่อตั้ง Shuddle นั้นเคยลงมือทำธุรกิจขนส่งผู้โดยสารในลักษณะแบบนี้มาก่อนในนามของ  “ Sidecar

 

โดยหลังจาก Sidecar ได้เปิดทำการธุรกิจไประยะหนึ่ง ก็พบว่า ลูกค้าที่เป็นผู้ปกครองมีความต้องการให้บริษัทไปรับ-ส่งลูกๆ ของพวกเขาไปธุระในที่ต่างๆ เช่นไปโรงเรียน ไปเรียนพิเศษ ไปทานอาหาร หรือไปทำรายงาน ซึ่งตอนนั้น Sidecar ยังไม่มีความพร้อมในการรับ-ส่งเด็กในลักษณะนี้

Nick มองเห็นว่าเรื่องนี้เป็นโอกาสทางธุรกิจ ที่ยังไม่มีใครสนใจทำมาก่อน เขาจึงได้เริ่มก่อตั้ง “ Shuddle ” เพื่อมาตอบโจทย์ดังกล่าว

 

“โดยไอเดียตอนนั้นคือ การตั้งบริษัทเน้นให้มีชื่อเสียงในการดูแลครอบครัว และบริษัทก็เริ่มต้นได้ดี  มันปลอดภัย และนั่นก็คือ Passion ของเรา  สร้างสังคมที่น่าเชื่อถือ สำหรับคนขับ , ผู้ปกครอง และแน่นอน สำหรับเด็กๆ” Nick กล่าว และบริษัทได้เน้นโฆษณาว่าบริษัทมีขั้นตอนในการคัดสรรคนขับที่มีความเข้มงวด และมีรายละเอียดมากมายเพื่อให้ได้คนขับที่บริษัทและผู้ปกครองจะไว้ใจได้ โดย Shuddle เลือกที่จะจ้างเหล่าคุณแม่ พี่เลี้ยง หรือแม้กระทั่งครู เพื่อมารับส่งเด็กนอกเวลางานเลยทีเดียว

 

ความผิดพลาดของ Shuddle

 

Shuddle ได้สร้างบริการที่เป็นที่ต้องการของคนจำนวนมากก็จริง แต่ผู้ปกครองหลายคนต่างก็ต้องผิดหวังไปตามๆกัน หากเราดูจากรีวิวของ แอพพลิเคชั่น นั้นจะสังเกตได้ว่า มีคนบ่นถึงการที่ Shuddle มักจะปล่อยให้ลูกๆ ของพวกเขาต้องยืนรอนาน และที่ยิ่งหนักไปกว่านั้นก็คือ มีการยกเลิกนัดไว้บ่อยมาก อีกทั้งฝ่ายบริการลูกค้าของ Shuddle ก็ไม่ต่างอะไรกับตัวของบริการมากนัก ไม่ค่อยจะมีใครมารับสายโทรศัพท์เมื่อผู้ปกครองจะโทรร้องเรียน หรือแม้กระทั่งการคิดที่จะโทรกลับหาลูกค้า

 

แต่ถึงแม้ว่าจะมีลูกค้าบางส่วนที่ติดใจกับบริการ แต่คนส่วนมากกลับพบเจอประสบการณ์แย่ๆไม่ต่างกัน เนื่องจากเป็นบริการที่ช่างน่าปวดหัวจริงๆ

 

เมื่อพอพูดถึงคนขับรถ การตรวจสอบประวัติอย่างที่พูดไว้ก่อนหน้านั้นก็มักจะไม่ถี่ถ้วน หรือแม้กระทั่งไม่มีเลยด้วยซ้ำ!!! ในเรื่องของการจัดการเงินก็เหมือนกัน โดยรายงานระบุว่า บริษัทนั้นสูญเสียเงินไปกับทุกๆ เที่ยว ที่ให้บริการ พวกเขาคิดค่าสมัครสมาชิกต่อเดือนเพียง 9 ดอลลาร์ หรือตีเป็นเงินไทยก็ประมาณ 280 บาทเท่านั้น ที่หนักที่สุดเลยก็คือพวกเขานั้นก็ติดปัญหาจ่ายค่าจ้างรวมถึงค่าใช้จ่ายบริษัทอื่นๆ ด้วยเช่นกัน

 

และปัญหาที่กล่าวไปทั้งหมดนั้นก็นำไปสู่การหายไปของ Shuddle เนื่องจากในปี 2016 หลังจากที่เปิดบริการได้ 2 ปี งบการเงินของพวกเขาที่มีมาก็ได้ร่อยหรอลง จนไม่เหลือเงินอื่นแล้ว

จึงเป็นอันต้องปิดตัวของ Shuddle ไปโดยปริยาย

 

กรณีศึกษานี้ สามารถบอกอะไรเราได้หลายอย่าง

 

อย่างแรก คือการมีความเชื่อมั่นที่มากเกินไป แต่ปราศจากการลงมือทำที่จริงจังหรือการวางแผนที่ละเอียดถี่ถ้วน รวมทั้งการไม่นำข้อมูลที่มีลูกค้าบ่นมากๆ มาแก้ไข ก็ย่อมนำไปสู่ ความล้มเหลวในที่สุด

 

อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใขคือการที่ผู้คนนั้นให้ความสำคัญกับธุรกิจที่สร้างความเชื่อใจ ความปลอดภัยในสังคมด้วยเยอะพอสมควร หากเราไ้ดูจากความผิดหวังของคนหลายๆคน

 

ช่างน่าเสียดายจริงๆ นะครับ สำหรับธุรกิจที่วาดเส้นทางของสังคมที่ปลอดภัย แต่กลับต้องหายไปก่อน 

 

แต่ถึงอย่างไรก็ตาม สตาร์ทอัพที่ดี ก็ต้องเกิดจากที่มาที่ล้มเหลวอยู่เสมอ

 

วันนี้ทีมงาน MBA ก็ขอจบเรื่องเล่าไว้เท่านี้ก่อน

 

ขอให้ผู้อ่านรักษาสุขภาพกันไว้ด้วยนะครับ

 

สวัสดีครับ

 

https://www.failory.com/cemetery/shuddle

 

https://abcnews.go.com/Lifestyle/shuddle-car-service/story?id=26505747

 

เมื่อธุรกิจ “เป็นมิตรต่อเด็ก” ไปไม่รอด…
Scroll to top