จากอดีตธุรกิจร้อยล้าน สู่แพลตฟอร์มที่หายสาบสูญ (ตอนที่1) - Business X Marketing

จากอดีตธุรกิจร้อยล้าน สู่แพลตฟอร์มที่หายสาบสูญ (ตอนที่1)

คงเป็นเรื่องที่น่าแปลก

 

สำหรับแพลตฟอร์มขายของออนไลน์ที่เริ่มต้นมาจาก App แชทชายรักชาย จากการตัดสินใจ Pivot หรือการหมุนปรับเปลี่ยนวิธีการทำธุรกิจของบริษัทในครั้งแรกส่งผลให้ธุรกิจพวกเขาเติบโตอย่างก้าวกระโดด จากเดิมที่มีผู้ใช้ 150,000 คน กลายไปเป็น 2 ล้านกว่าคน และวันหนึ่งๆ สามารถทำเงินได้มากถึง 200,000 ดอลลาร์หรือประมาณ 6 ล้านกว่าบาทไทย

 

แต่การตัดสินใจ Pivot ในครั้งสุดท้ายของพวกเขากลับทำให้ App ยอดฮิตต้องถูกขายไปในราคาที่เหลือเพียง 15 ล้านดอลลาร์

เกิดอะไรขึ้น???

 

ทำไมเจ้าตลาดอย่างพวกเขาถึงต้องจำยอมลุกออกจากตำแหน่ง???

 

วันนี้ทีมงาน MBA จะมาเล่าให้ฟังครับ

 

ธุรกิจที่มาจาก Passion

 

Fab นั้นก่อตั้งโดย Jason Goldberg และ Bradford Shellhammer โดยทั้งคู่ตั้งใจจะให้เป็นเว็บไซต์สำหรับชุมชนของกลุ่มชายรักชาย โดยในเว็บไซต์นี้ก็จะมีให้บริการในแชทและแบ่งปันเรื่องราวกันเป็นหลัก

แต่ในที่นี้เองที่ Jason กับ Bradford ได้เห็นแล้วว่า นี่เป็นธุรกิจที่ไม่ยั่งยืนสักเท่าไหร่

ด้วยยอดผู้ใช้ที่นิ่งอยู่ราวๆ 150,000 คน การทำกิจกรรมอะไร รวมถึงการขยายธุรกิจไม่สามารถที่จะทำได้ พวกเขาจึงเลือกที่จะทำในสิ่งที่ไม่มีใครเคยคิดมาก่อน นั่นคือ Pivot

 

โดย Pivot เป็นการเปลี่ยนแปลงทิศทางการดำเนินธุรกิจ รวมถึงการเปลี่ยนวัตถุประสงค์ของธุรกิจครั้งใหญ่ของบริษัทนั้นๆ ซึ่ง Pivot จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ เรามั่นใจว่าโมเดลธุรกิจของเราในปัจจุบันนั้นไม่น่าที่จะไปรอด

 

เป้าหมายหลักของการ Pivot นั่นคือการที่จะตัดสินใจเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่จะทำอย่างไรให้บริษัทยังคงสามารถสร้างรายได้ไว้คอยเลี้ยงคนในบริษัทได้ แต่การ Pivot นั้นอาจจะก่อผลดี หรือผลเสียตามมาก็ได้…

 

และอีกสิ่งหนึ่งที่ Pivot นั้นน่ากังวลสำหรับทุกๆ คนในบริษัท นั่นคือ เราจะต้องละทิ้งแนวคิด แผนธุรกิจเดิมๆ ออกไปให้หมด แล้วเริ่มต้น โดยนับจาก 0 ใหม่จริงๆ

 

การกระทำของทั้งสองคนนั้นเป็นที่ตกตะลึงกับทั้งบริษัทอย่างมาก แต่ทุกคนก็ต้องยอมรับมัน เพราะไม่มีทางเลือกอื่นใด ซึ่งนับว่าตอนนี้เป็นช่วงวิกฤตที่สุดของบริษัทแล้ว

 

การกระโจนเข้าสู่ความเสี่ยง

 

แค่การเริ่มต้นใหม่ นี่ก็นับว่าเสี่ยงมากๆ แล้ว แต่สิ่งที่น่าจะมืดมนกว่า ก็คือการอยู่เฉยๆ ทำธุรกิจแบบเดิมๆ ที่นิ่งๆ และไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง… พวกเขาทั้งคู่จึงเสมือนกลับมาเริ่มต้นครั้งใหม่ หาไอเดียใหม่ๆ โดยพวกเขาต้องคิดหาสิ่งที่พวกเขาทำได้เจ๋งกว่าคนอื่น การออกแบบนั่นเอง!!!

 

พวกเขาได้เริ่มต้นทำเว็บไซต์ที่มีการปล่อยสินค้าออนไลน์ ของตกแต่งบ้านสไตล์พวกเขา พร้อมกับเว็บไซต์หน้าตาสวยๆน่าใช้ของพวกเขา โดยเป้าหมายพวกเขาคือ การจำหน่ายสินค้าในราคาที่ถูกกว่าซื้อทั่วไป และทันที หลังจากที่พวกเขาได้เปิดตัวไป ยอดผู้ใช้ Fab ก็พุ่งไปที่ 240,000 คน และก็มียอดผู้ใช้เพิ่มขึ้นถึงวันละ 5,000 คนเลยทีเดียว

 

และต่อมา 2 เดือน ยอดผู้ใช้ก็คูณสองไปเป็น 500,000คนเลยทีเดียว!!

 

ซึ่งตอนนั้นเองที่ผู้คนเริ่มให้ความสนใจในธุรกิจใหม่ของพวกเขาเป็นอย่างมาก ทั้งๆ ที่พวกเขาเพิ่งจะเปิดตัวมาได้ 6 เดือน รายได้บริษัทเพิ่มขึ้นสูงถึง 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 30 ล้านบาทซะแล้ว

สูตรความสำเร็จของ Fab

 

Fab มีแคมเปญอย่างนึงที่น่าสนใจ นั่นคือการที่พวกเขากระตุ้นลูกค้าของตัวเองให้ไปบอกต่อ สร้างกระแสสังคมภายนอกให้มารู้จัก มาลองใช้ Fab ดูสิ

 

พวกเขาทำอย่างไรน่ะหรือ?

 

โดยการให้สิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าที่ส่ง Link บอกต่อในโซเชียลมีเดียนั่นเอง อย่างเช่น คุณจะได้รับสิทธิ์ ส่งฟรี 6 เดือนถ้าหากมีเพื่อนเข้าเว็บมาทางลิ้งก์ที่คุณแชร์ออกไป 50 คน เป็นแคมเปญที่ดูเรียบง่าย แต่กลับทรงพลังมาก หากเข้าไปเสิร์ชดูใน Twitter จะพบว่ามีการพูดถึง Fab ทุกๆ 20 นาทีเลยทีเดียว

โดยการเติบโตของพวกเขาก็จะมาจาก 3 อย่าง หลักๆนี้

 

1.ผลิตภัณฑ์ พวกเขาตั้งปณิธานว่านี่จะเป็นธุรกิจที่ได้รับแรงบันดาลใจ ไม่ใช่ทำของมาเพื่อเอาเงินอย่างเดียว โดยวิธีนี้ถ้าพวกเขาสร้างความประทับใจได้ดี ยอดคำติชมทะลุโซเชียล ก็ไม่ใช่เรื่องยาก  

 

2.ดีไซน์ของเว็บไซต์ พวกเขาเป็นนักออกแบบกันเอง เว็บไซต์ที่ไม่มีความน่าดึงดูดก็ไม่สมควรที่จะเป็นฝีมือของพวกเขาสักเท่าไหร่นัก  ทั้งการเข้าถึง ความรวดเร็ว ความเพลิดเพลินไปกับการใช้เว็บไซต์ของพวกเขานั่นเอง ที่ดึงดูดคนได้มากขนาดนี้

3.โซเชียลนั้นอยู่ในสายเลือดของ Fab.com พวกเขานั้นมีประสบการณ์กับการทำโซเชียลมีเดียมามาก โดยพวกเขาเน้นสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับเหล่าลูกค้า ซึ่งพวกเขาก็ยังพร้อมที่จะเปลี่ยนโฉมเว็บไซต์ให้เป็น “ เว็บไซต์ที่ไม่เคยมีใครเห็นหน้าตาแบบนี้มาก่อน ”

 

โดยยอดขายที่พุ่งที่สุดใน 1 วันนั้นก็ปาไป 2 แสนดอลลาร์สหรัฐ หรือ ราวๆ 6 ล้านบาทไทย การเติบโตของ Fab นั้นน่าสนใจมากๆ แต่ถึงอย่างนั้น เรื่องราวของพวกเขาก็ยังไม่จบเพียงแค่นี้…

 

สำหรับพวกคุณแล้ว พวกคุณได้ข้อคิดอะไรบ้าง

สำหรับทีมงาน MBA ไขอสรุปมา 2 อย่างหลักๆนะครับ

1.เราต้องกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง การที่เราตั้งใจจะอยู่แต่เซฟโซนไม่ได้ทำให้เราเติบโต หรือเจริญรุ่งเรืองมากขึ้น ทั้งนี้การเปลี่ยนแปลงนั้นต้องพิจารณาจากอะไรหลายๆ อย่างด้วย มิเช่นนั้น จะเกิดผลเสียตามมาทีหลัง…ไว้ค่อยฟังต่อในตอนที่ 2 กันนะครับผม

2.เราควรมีการติดต่อสื่อสารกับลูกค้าอยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่ว่าเราจะเป็นแค่แบรนด์ๆ หนึ่ง เท่านั้น การทำการตลาดแบบเข้าหานั้นสร้างทั้งกระแส และยอดซื้อได้พอๆ กันเลยทีเดียว

 

สำหรับวันนี้ทีมงาน MBA ก็ขอตัวลาไปก่อน

 

อย่าลืมติดตาม ตอนที่ 2 ด้วยนะครับ

 

รักษาสุขภาพกันด้วยนะครับ

 

สวัสดีครับ

 

อ้างอิง

 

https://www.businessinsider.com/fab-pivot-2012-3

 

https://www.businessinsider.com/fab-growth-2011-10

https://www.forbes.com/sites/theyec/2020/07/03/how-to-pivot-successfully-in-business/?sh=4f7dd3057316

 

https://thenextweb.com/news/1-company-3-pivots-fabulis-to-fab-from-a-gay-social-network-to-daily-design-deals

 

https://foundr.com/4-startup-case-studies-failure

จากอดีตธุรกิจร้อยล้าน สู่แพลตฟอร์มที่หายสาบสูญ (ตอนที่1)
Scroll to top